| สิ่งที่น่าสนใจ |
| ๑. |
วิหารหลวงพ่อโต โครงสร้างของวิหารเดิมเป็นไม้สัก แต่ด้วยความยืดยาวของยุคสมัย วิหารจึงชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา เพราะวัดสักแห่งนี้ มีมาตั้ง แต่ยุคสมัย กรุงศรีอยุธยา (ตอนกลาง ปีพุทธศักราช ๑๙๙๑ – ๒๒๓๑) ต่อมาในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช (ปีพุทธศักราช ๒๓๑๑) โปรดฯให้บูรณะใหม่ จากนั้นประวัติ วัดสัก ก็เว้นวรรคไป ต่อมาในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ราวปีพุทธศักราช ๒๔๖๔ ขณะหลวงปู่พิณ เป็นเจ้าอาวาส วิหารผุพัง เหลือแต่เสา ไม่มีหลังคา นางเหมือนได้มีจิตศรัทธา ขอเป็นเจ้าภาพบริจาค ทรัพย์บูรณะ สร้างหลังคา ต่อมา นางเหมือน นางเจิม และ นางปุ่น สามพี่น้อง ได้พิจารณาเห็นว่า วิหารควรมีผนัง ประตู และหน้าต่าง ทั้งสามจึงได้บริจาค ทรัพย์ สร้างวิหารจนเสร็จสมบูรณ์ อย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
ภายในวิหาร ประดิษฐานพระพุทธรูป พระปางปาลิไลยกะ (หลวงพ่อโต) เป็นองค์พระประธาน และพระพุทธรูปโลหะทรงเครื่อง สมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันพระพุทธรูปโลหะได้สุญหายไป ๖ องค์ เหลือเพียง พระพุทธรูปหลวงพ่อโต ทำด้วยหินทรายแดง และพระพุทธรูปเนื้อชินเงิน ๓ องค์ ซึ่งขณะนี้ทาง วัดได้นำไปประดิษฐานไว้ภายในพระอุโบสถหลังใหม่ |
| ๒. |
หลวงพ่อโต สร้างจากหินทรายแดง เป็นพระพุทธรูป ปางปาลิไลยกะ ขนาดหน้าตักประมาณ ๑ เมตร หลวงพ่อโต เจ้าอาวาสวัดสัก ได้ถอดแบบมา จากพระประธานในพระอุโบสถ วัดป่าเลไลยก์ เมืองสุพรรณบุรี (จังหวัดสุพรรณบุรี) แต่ชาวบ้านไม่นิยมเรียก พระพุทธรูปปางปาลิไลยกะ กลับพากันเรียกว่า หลวงพ่อโต ตามชื่อผู้สร้าง หลวงพ่อโต ถือเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง ก่อนสร้าง หลวงพ่อโตได้ทำตะกรุด ๓ ดอก คือ เงิน ๑ ดอก ทอง ๑ ดอก นาค ๑ ดอก เรียกว่า ตะกรุดสามกษัตริย์ แผ่พลังจิต แล้วนำไปบรรจุไว้ในองค์พระ เมื่อประมาณกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านได้เล่าสืบต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งน้ำทะเลหนุนเข้า จังหวัดนนทบุรี น้ำทะเลไหลทะลักเข้าสู่ลำคลอง ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนทั่วถ้วนหน้าแต่ปรากฎว่าน้ำบริเวณ หน้าวัดเสาธงหิน (วัดสัก) กลับมีรสจืด ชาวบ้านจึงโจษขานกันไปทั่วว่า เกิดปาฏิหาริย์ หลวงพ่อโต ทำน้ำเค็มให้กลายเป็นน้ำจืด เพื่อให้ชาวบ้านได้ดื่มได้ ใช้นอกเหนือจากความศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวแล้ว ปัจจุบัน หลวงพ่อโต ยังได้รับความเคารพบูชาจากชาวบ้านละแวกใกล้ไกลอยู่เสมอ เพราะเชื่อกันว่า ความ ศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อยังคงมีความขลัง บนบานสานกล่าวสิ่งใดก็มักจะประสบความสำเร็จ ประชาชนจากทุกทั่วสารทิศจึงพากันมากราบไหว้อยู่เป็นประจำ |
| ๓. |
พระพุทธรูปเนื้อชินเงิน เป็นพระพุทธรูปที่นิยมสร้างกันมาก ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เพราะยุคนั้นแร่ประเภท ตะกั่ว ดีบุก มีมาก และขั้นตอน การถลุงแร่ทำได้ง่าย แต่ต้องใช้คนทำจำนวนมาก จึงจะเห็นว่าผู้ที่จะสร้างพระพุทธรูปเชียงเงินได้ ต้องเป็นผู้มีบารมีมาก เช่น พระมหากษัตริย์หรือผู้นำ ระดับต่างๆ เป็นต้น พระพุทธรูปเนื้อชินเงิน ทำจากส่วนผสมระหว่าง ตะกั่ว กับ ดีบุก ที่เห็นเป็นองค์สีเงิน ก็ด้วยมีส่วนผสมของแร่ดีบุกมาก จึงมีสีเงินยวง จับองค์พระอย่างงดงาม หลังจากกอบกู้กรุงศรีอยุธยาสำเร็จ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช โปรดฯให้สร้าง พระพุทธรูปเนื้อชินเงิน ๓ องค์ พระประธาน ๑ องค์พระสาวก ๒ องค์ ประดิษฐานไว้ภายในพระอุโบสถ ปัจจุบันคงเหลือพระพุทธรูปเนื้อชินเงิน ๓ องค์ ซึ่งทางวัดได้อันเชิญไปประดิษฐานไว้ภายใน พระอุโบสถหลังใหม่ |
| ๔. |
เสาธงหิน ตั้งอยู่ข้างริมคลอง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช โปรดฯ ให้สร้างเพื่อเป็นเครื่องหมายรวมพลกอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าข้าศึก ปัจจุบัน เสาธงได้สูญหายไปแล้ว ต่อมาทางวัดและศรัทธาญาติโยมได้นำหินภูเขาสกัด กว้างประมาณ ๑ ศอก สูง ๒ ศอก มาตั้งไว้แทนที่เสาธงเดิม เพื่อให้ ประชาชนลูกหลานเหลนไทย ได้น้อมรำลึกนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระมหากษัตริย์ชาตินักรบ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ที่พระองค์และ บรรพบุรุษได้หลั่งเลือดละเลงแผ่นดิน สู้ตรากตรำทำสงครามกอบกู้ชาติบ้านเมืองให้เป็นอิสระ ให้ลูกหลานเหลนไทยได้อยู่อาศัยเชิดหน้าชูตามาจนถึง ปัจจุบัน |
| |
การเดินทางไปวัดเสาธงหิน ทางรถยนต์
รถยนต์ส่วนตัว จากถนนวงแหวน ไทรน้อย- ตลิ่งชัน ทางเข้า ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดนนทบุรี มาตามถนนซอย ถึง วัดเสาธงหิน ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตรเศษ ทางเรือ เรือโดยสารประจำทาง จากที่ว่าการอำเภอบางใหญ่ (เก่า) ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตรเศษ ก็ถึงหน้า วัดเสาธงหิน
|