Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมา สรุปใจความว่ามีพระราชนิกูล แห่งกรุงศรีอยุธยา (ตอนกลาง) พระองค์หนึ่งบวชเป็นพระ และเป็นผู้สร้างวัด แห่งนี้ขึ้นมา แต่พระองค์ไม่ยอมเปิดเผยพระประวัติให้ปรากฏเป็นหลักฐานอื่นระบุว่าพระองค์เป็นพระราชนิกูลในพระมหากษัตริย์พระองค์ใด แต่ คาดเดาเอาว่าที่เป็นเช่นนั้น เพราะพระองค์ต้องการใช้ชีวิตแบบสามัญชนคนธรรมดาทั่วไป และต้องการตัดขาดจากการปกครองบ้านเมือง เพราะยุคสมัยนั้นมีการช่วงชิงอำนาจการปกครองกันแบบดุเดือดหรือ อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าจะพอเทียบได้การที่พระองค์ไม่ได้บอกพระนามแก่ผู้ หนึ่งผู้ใด หรือใครต่อใครให้ล่วงรู้ ด้วยทรงเห็นว่า รู้ไปก็เท่านั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ รังแต่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายแก่ เพศบรรพชิต
แต่ก็ใช่ว่า จะไร้ซึ่งชื่อเสียงเรียงนามให้เล่าขานกันเสียทีเดียว เกร็ดประวัติบางแห่งบางตอนบอกเล่าสืบต่อกันมาจนสามารถประติดประต่อ ได้ว่าในวัยเยาว์พระองค์เป็นเด็กรูปร่างเล็กและขี้โรค พระบิดา พระมารดา จึงประทานนามให้ พระองค์ใหม่ว่า โต แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าว่า พระองค์มีพระนามเดิม หรือชื่อเดิมว่าอะไร แต่ทีพอทราบชื่อโต เป็นชื่อที่เป็นมงคล และคนยุคสมัยนั้นนิยมตั้งชื่อนี้กันมาก พระองค์โตมีความสนใจและเป็นผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสใน พระพุทธศาสนาอย่างมาก เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ได้บวชเป็นพระภิกษุโตศึกษา พระธรรมจนแตกฉานมุ่งมั่นปฏิบัติพระกรรมฐานอย่างเคร่งครัด ครั้น พอช่ำชองดีแล้ว จึงกราบลาพระอาจารย์ออกธุดงค์มุ่งหน้าไปทาง จังหวัดสุพรรณบุรี ถึงสุพรรณบุรีใกล้พลบค่ำ พระภิกษุโตได้แวะเข้าไปกราบพระพุทธรูปภายในพระอุโบสถ วัดป่าเลไลยก์ ซึ่งมีพระปางปาลิไลยกะ หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า หลวงพ่อโต ประดิษฐานเป็นพระประธาน พอตกค่ำพระภิกษุโต จึงได้ปักกรดลงข้างๆ วัดป่าเลไลย์ นั้นเอง ด้วยพระภิกษุโตมีความเลื่อมใสในองค์พระปางปาลิไลยกะ จึงดำริ ไว้ในใจ หากพบชัยภูมิที่ใดเหมาะสม สัปปายะดีแล้ว หมายจะสร้างวัด สร้างพระปางปาลิไลยกะ ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในบวรพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพื่อให้พุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใสได้กราบไหว้บูชา ต่อมาพระภิกษุโต ได้พบชัยภูมิอันพึงพอใจจึงได้กระทำการตาม ความมั่นหมายเอาไว้ ด้วยการสร้าง วัดสัก หรือวัดเสาธงหินที่มาของ ชื่อ วัดสัก ก็ด้วยพื้นดินบริเวณดังกล่าวมีต้นสัก และต้นยางจำนวนมาก ครั้นพระภิกษุโตสร้างวัดแล้ว จึงได้สร้างพระปางปาลิไลยกะ แต่ชาวบ้านนิยมเรียก หลวงพ่อโต เป็นพระประธานในพระอุโบสถ ดังจิตตั้งไว้ทุกประการ ทราบประวัติความเป็นมาของวัดพอสมควรแล้วคราวนี้ก็เข้าสู่ประเด็นสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช สืบต่อไป ในปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ สยามประเทศ เสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่ประเทศพม่า เป็นครั้งที่ ๒ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ขณะดำรงตำแหน่ง พระยาวชิรปราการ แต่คนไทยร่วมกู้ชาติ ได้ยกท่านเป็น พระเจ้าตากสิน ตั้งแต่เมื่อคราวตั้งทัพสู้รบที่เมืองระยอง พระเจ้าตากสิน ได้เคลื่อนทัพเรือจากเมืองจันทบูร (จันทบุรี) มุ่งหน้ากู้กรุงศรีอยุธยา แต่ด้วยไหวพริบอันชาญฉลาด อ่านการรบได้อย่างเด็ดขาดหากนำทัพมาตามลำน้ำเจ้าพระยาคงหนีไม่พ้นต้องพุ่งรบกับทหารพม่าเป็นแน่   ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คงไม่ใช่แค่สูญเสียกำลังพลเพียงอย่างเดียว ความสูญเสียอื่นๆ เข้าแถวรอหายนะอีกมากมาย รวมถึงอุปสรรคในการกอบกู้ชาตินั่นด้วย พระเจ้าตากสิน จึงเปลี่ยนเส้นทางโดยเคลื่อนทัพมาทางคลองบางกอกน้อยเลาะเรื่อยขึ้นมาจนสุดคลอง แล้วจึงเลี้ยวเข้าคลองอ้อม (รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒ และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ โปรดให้ขุดขยายคลองอ้อมให้ กว้างกว่าเดิม อย่างที่เห็นในปัจจุบัน) และได้จอดเรือพักทัพ ณ วัดสัก ในขณะหยุดพัก พระเจ้าตากสิน ได้ชักชวนชาวบ้านละแวกใกล้เคียง ร่วมกอบกู้ชาติบ้านเมืองด้วยกัน ในเวลานั้นมีคนไทย คนจีนรักแผ่นดิน พากันมาสมัครเข้าร่วมอุดมการณ์เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรวมใจทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน พระองค์ได้ทำเครื่องหมายสัญลักษณ์ โดยนำ ธงชัยสีแดง (ตรามหาเดช) เสียบบนปลายเสาที่ทำจากต้นไม้สักที่มีความสูงพอสมควร จากนั้นได้นำเสาธงลงหลุม แล้วใช้หินทับซ้อนๆ กันไว้กันไม่ให้เสาโค่นล้ม ไม่นานนัก ธงชัยสีแดงก็ได้เวลาปลิวไสวโดดเด่นอยู่ข้างริมคลอง ที่พระองค์ทำเช่นนั้น เพื่อให้ทหารและผู้สมทบกู้ชาติมองเห็นได้แต่ไกล เมื่อทุกคนเห็นธงชัยสีแดง นั่นหมายถึงกองทัพกู้ชาติ โดยมีพระเจ้าตากสินเป็นผู้บัญชาการศึก ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๑๐ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีกุน นพศก จุลศักราช ๑๑๒๙ เวลาบ่ายโมงเศษ (ใช้เวลาในการสู้รบกับพม่าค่ายโพธิ์สามต้น ๒๔ ชั่วโมง) พระเจ้าตากสินทรงประกาศอิสรภาพชาติไทย นับแต่นี้กรุงศรีอยุธยา ไม่ขึ้นกับ พม่าอีกต่อไป รวมระยะเวลา พระเจ้าตากสิน กอบกู้เอกราชชาติไทยนับ แต่วันเสีย กรุงเพียง ๗ เดือนเท่านั้น

สิ่งที่น่าสนใจ
๑. วิหารหลวงพ่อโต โครงสร้างของวิหารเดิมเป็นไม้สัก แต่ด้วยความยืดยาวของยุคสมัย วิหารจึงชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา เพราะวัดสักแห่งนี้ มีมาตั้ง แต่ยุคสมัย กรุงศรีอยุธยา (ตอนกลาง ปีพุทธศักราช ๑๙๙๑ – ๒๒๓๑) ต่อมาในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช (ปีพุทธศักราช ๒๓๑๑) โปรดฯให้บูรณะใหม่ จากนั้นประวัติ วัดสัก ก็เว้นวรรคไป ต่อมาในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ราวปีพุทธศักราช ๒๔๖๔ ขณะหลวงปู่พิณ เป็นเจ้าอาวาส วิหารผุพัง เหลือแต่เสา ไม่มีหลังคา นางเหมือนได้มีจิตศรัทธา ขอเป็นเจ้าภาพบริจาค ทรัพย์บูรณะ สร้างหลังคา ต่อมา นางเหมือน นางเจิม และ นางปุ่น สามพี่น้อง ได้พิจารณาเห็นว่า วิหารควรมีผนัง ประตู และหน้าต่าง ทั้งสามจึงได้บริจาค ทรัพย์ สร้างวิหารจนเสร็จสมบูรณ์ อย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
ภายในวิหาร ประดิษฐานพระพุทธรูป พระปางปาลิไลยกะ (หลวงพ่อโต) เป็นองค์พระประธาน และพระพุทธรูปโลหะทรงเครื่อง สมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันพระพุทธรูปโลหะได้สุญหายไป ๖ องค์ เหลือเพียง พระพุทธรูปหลวงพ่อโต ทำด้วยหินทรายแดง และพระพุทธรูปเนื้อชินเงิน ๓ องค์ ซึ่งขณะนี้ทาง วัดได้นำไปประดิษฐานไว้ภายในพระอุโบสถหลังใหม่
๒. หลวงพ่อโต สร้างจากหินทรายแดง เป็นพระพุทธรูป ปางปาลิไลยกะ ขนาดหน้าตักประมาณ ๑ เมตร หลวงพ่อโต เจ้าอาวาสวัดสัก ได้ถอดแบบมา จากพระประธานในพระอุโบสถ วัดป่าเลไลยก์ เมืองสุพรรณบุรี (จังหวัดสุพรรณบุรี) แต่ชาวบ้านไม่นิยมเรียก พระพุทธรูปปางปาลิไลยกะ กลับพากันเรียกว่า หลวงพ่อโต ตามชื่อผู้สร้าง หลวงพ่อโต ถือเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง ก่อนสร้าง หลวงพ่อโตได้ทำตะกรุด ๓ ดอก คือ เงิน ๑ ดอก ทอง ๑ ดอก นาค ๑ ดอก เรียกว่า ตะกรุดสามกษัตริย์ แผ่พลังจิต แล้วนำไปบรรจุไว้ในองค์พระ เมื่อประมาณกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านได้เล่าสืบต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งน้ำทะเลหนุนเข้า จังหวัดนนทบุรี น้ำทะเลไหลทะลักเข้าสู่ลำคลอง ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนทั่วถ้วนหน้าแต่ปรากฎว่าน้ำบริเวณ หน้าวัดเสาธงหิน (วัดสัก) กลับมีรสจืด ชาวบ้านจึงโจษขานกันไปทั่วว่า เกิดปาฏิหาริย์ หลวงพ่อโต ทำน้ำเค็มให้กลายเป็นน้ำจืด เพื่อให้ชาวบ้านได้ดื่มได้ ใช้นอกเหนือจากความศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวแล้ว ปัจจุบัน หลวงพ่อโต ยังได้รับความเคารพบูชาจากชาวบ้านละแวกใกล้ไกลอยู่เสมอ เพราะเชื่อกันว่า ความ ศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อยังคงมีความขลัง บนบานสานกล่าวสิ่งใดก็มักจะประสบความสำเร็จ ประชาชนจากทุกทั่วสารทิศจึงพากันมากราบไหว้อยู่เป็นประจำ
๓. พระพุทธรูปเนื้อชินเงิน เป็นพระพุทธรูปที่นิยมสร้างกันมาก ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เพราะยุคนั้นแร่ประเภท ตะกั่ว ดีบุก มีมาก และขั้นตอน การถลุงแร่ทำได้ง่าย แต่ต้องใช้คนทำจำนวนมาก จึงจะเห็นว่าผู้ที่จะสร้างพระพุทธรูปเชียงเงินได้ ต้องเป็นผู้มีบารมีมาก เช่น พระมหากษัตริย์หรือผู้นำ ระดับต่างๆ เป็นต้น พระพุทธรูปเนื้อชินเงิน ทำจากส่วนผสมระหว่าง ตะกั่ว กับ ดีบุก ที่เห็นเป็นองค์สีเงิน ก็ด้วยมีส่วนผสมของแร่ดีบุกมาก จึงมีสีเงินยวง จับองค์พระอย่างงดงาม หลังจากกอบกู้กรุงศรีอยุธยาสำเร็จ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช โปรดฯให้สร้าง พระพุทธรูปเนื้อชินเงิน ๓ องค์ พระประธาน ๑ องค์พระสาวก ๒ องค์ ประดิษฐานไว้ภายในพระอุโบสถ ปัจจุบันคงเหลือพระพุทธรูปเนื้อชินเงิน ๓ องค์ ซึ่งทางวัดได้อันเชิญไปประดิษฐานไว้ภายใน พระอุโบสถหลังใหม่
๔.

เสาธงหิน ตั้งอยู่ข้างริมคลอง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช โปรดฯ ให้สร้างเพื่อเป็นเครื่องหมายรวมพลกอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าข้าศึก ปัจจุบัน เสาธงได้สูญหายไปแล้ว ต่อมาทางวัดและศรัทธาญาติโยมได้นำหินภูเขาสกัด กว้างประมาณ ๑ ศอก สูง ๒ ศอก มาตั้งไว้แทนที่เสาธงเดิม เพื่อให้ ประชาชนลูกหลานเหลนไทย ได้น้อมรำลึกนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระมหากษัตริย์ชาตินักรบ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ที่พระองค์และ บรรพบุรุษได้หลั่งเลือดละเลงแผ่นดิน สู้ตรากตรำทำสงครามกอบกู้ชาติบ้านเมืองให้เป็นอิสระ ให้ลูกหลานเหลนไทยได้อยู่อาศัยเชิดหน้าชูตามาจนถึง ปัจจุบัน

 

การเดินทางไปวัดเสาธงหิน ทางรถยนต์
รถยนต์ส่วนตัว จากถนนวงแหวน ไทรน้อย- ตลิ่งชัน ทางเข้า ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดนนทบุรี มาตามถนนซอย ถึง วัดเสาธงหิน ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตรเศษ ทางเรือ เรือโดยสารประจำทาง จากที่ว่าการอำเภอบางใหญ่ (เก่า) ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตรเศษ ก็ถึงหน้า วัดเสาธงหิน


 



back Top
               
  www.phrachaokrungthon.com copyright © 2012 all rights reserved.